ดวงเมืองไทย


ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงประกอบพิธีวางเสาหลักเมือง เพื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยมีพระราชประสงค์ให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นศูนย์กลางแห่งความมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง ทั้งในด้านการปกครอง ศาสนา และวัฒนธรรม

ดวงจร

เลือกวันที่ เพื่อดูดาวโคจรของวันนั้น
วันจร
เกิด วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ค.ศ. 1782 จ.ศ. 1143 ร.ศ. 0 เวลา 06:54 น.
อายุ 244 ปี 0 เดือน 26 วัน
จร วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ค.ศ. 2026 จ.ศ. 1387 ร.ศ. 244 เวลา 06:00 น.
อายุ 244 ปี 0 เดือน 25 วัน
ทักษาจรตกภูมิ พฤหัส(5)(อุตสาหะเดิม) กาลกิณีจร เสาร์(7)(มูละเดิม)
ปฏิทิน
สุริยาตร์
ลาหิรี
3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5 3 6 4 2 1 4 6 3 5 7 8 5   ทลิทโท  มหัทธโน     โจโร ภูมิปาโล เทศาตรี     เทวี เพชฌฆาต    ราชา    สมโณ   ทลิทโท  มหัทธโน     โจโร ภูมิปาโล เทศาตรี     เทวี เพชฌฆาต    ราชา    สมโณ   ทลิทโท  มหัทธโน     โจโร ภูมิปาโล เทศาตรี     เทวี เพชฌฆาต    ราชา    สมโณ    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕   ต้น กลาง ปลาย   ต้น กลาง ปลาย   ต้น กลาง ปลาย   ต้น กลาง ปลาย    ตนุ ลั กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ  ปุตตะ    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ 3 6 0 4 2 1 5 9 พ. 8 7 น. พฤหัส(๕)กำเนิด ฤทธิโยค อังคาร(๓)กำเนิด ฤทธิโยค พฤหัส(๕)กำเนิด ฤทธิโยค เสาร์(๗)กำเนิด ฤทธิโยค อังคาร(๓)กำเนิด ฤทธิโยค เสาร์(๗)กำเนิด ฤทธิโยค เสาร์(๗)จร ฤทธิโยค อังคาร(๓)จร ฤทธิโยค พฤหัส(๕)จร ฤทธิโยค อังคาร(๓)จร ฤทธิโยค เสาร์(๗)จร ฤทธิโยค พฤหัส(๕)จร ฤทธิโยค เนปจูน กันย์ 15° 12’ (165.20°) พลูโต มังกร 17° 31’ (287.52°) มฤตยู มิถุน 5° 41’ (65.68°) เกตุ พฤษภ 4° 10’ (34.17°) จันทร์ (พันธุ) กรกฏ 16° 19’ (106.32°) พุธ (สหัชชะ อริ) มีน 20° 5’ (350.08°) ศุกร์ (กดุมภะ ปัตนิ) มีน 9° 26’ (339.43°) อาทิตย์ (ปุตตะ) เมษ 10° 42’ (10.70°) * อังคาร (ตนุ มรณะ) พฤษภ 19° 58’ (49.97°) ราหู (ลาภะ) มีน 24° 38’ (354.63°) เสาร์ (กัมมะ) ธนู 8° 23’ (248.38°) พฤหัส (ศุภะ วินาศ) ธนู 10° 33’ (250.55°) เนปจูน มีน 9° 29’ (339.48°) น. พลูโต มังกร 11° 15’ (281.25°) พ. มฤตยู พฤษภ 14° 57’ (44.95°) 0 เกตุ มังกร 20° 17’ (290.28°) 9 จันทร์ (พันธุ) พฤษภ 4° 22’ (34.37°) 2 อายุ มูละจร พันธุ อุจจ์ มิตร(4) พุธ (สหัชชะ อริ) พฤษภ 12° 36’ (42.60°) 4 ศรี มนตรีจร สหัชชะ อริ มิตร(2) ธาตุ(6) ศุกร์ (กดุมภะ ปัตนิ) พฤษภ 29° 52’ (59.87°) 6 กาลกิณี เดชจร กดุมภะ ปัตนิ เกษตร มิตร(๓) ธาตุ(4) สมพล(1) อาทิตย์ (ปุตตะ) พฤษภ 1° 48’ (31.80°) 1 บริวาร ศรีจร ปุตตะ อ.ภิมุข ศัตรู(๓) สมพล(6) อังคาร (ตนุ มรณะ) เมษ 2° 38’ (2.63°) 3 เดช อุตสาหะจร ตนุ มรณะ เกษตร ศัตรู(๑) ราหู (ลาภะ) กุมภ์ 10° 0’ (310.00°) 8 มนตรี อายุจร ลาภะ เกษตร เสาร์ (กัมมะ) มีน 11° 21’ (341.35°) 7 มูละ กาลกิณีจร กัมมะ มิตร(๘) ศัตรู(๖) สมพล(๔) พฤหัส (ศุภะ วินาศ) มิถุน 27° 26’ (87.43°) 5 อุตสาหะ บริวารจร ศุภะ วินาศ อ.วิลาส ประ ลัคนา เมษ 23° 56’ (23.93°) ลั
ดาวจร
*
0
1
2
3
4
5
6
7
8
9
น.
พ.
มาตรฐาน
เจ้าเรือน
ทักษาจร
ทักษากำเนิด
ดาวกำเนิด
*
ลั
ราศีจักร    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕    ตนุ กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ  ปุตตะ    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ ลั ลัคนา เมษ 23° 56’ (23.93°) อาทิตย์ (ปุตตะ) เมษ 10° 42’ (10.70°) อุจจ์ * 3 ๓ - เกษตร ศัตรู(๑) อังคาร (ตนุ มรณะ) พฤษภ 19° 58’ (49.97°) ตนุลัคน์ ราชาโชค,ประ เกตุ พฤษภ 4° 10’ (34.17°) 6 0 4 2 1 ๖ - เกษตร มิตร(๓) ธาตุ(4) สมพล(1) ๔ - มิตร(2) ธาตุ(6) ๒ - อุจจ์ มิตร(4) ๑ - อ.ภิมุข ศัตรู(๓) สมพล(6) มฤตยู มิถุน 5° 41’ (65.68°) 5 ๕ - อ.วิลาส ประ จันทร์ (พันธุ) กรกฏ 16° 19’ (106.32°) เกษตร เนปจูน(พ) กันย์ 15° 12’ (165.20°) พฤหัส(พ) (ศุภะ วินาศ) ธนู 10° 33’ (250.55°) เกษตร,ธรรมเกณฑ์ เสาร์(พ) (กัมมะ) ธนู 8° 23’ (248.38°) พลูโต มังกร 17° 31’ (287.52°) 9 พ. 8 ๘ - เกษตร พุธ (สหัชชะ อริ) มีน 20° 5’ (350.08°) ประ,นิจ,ศัตรู(๘),ธาตุ(๖) ศุกร์(ม) (กดุมภะ ปัตนิ) มีน 9° 26’ (339.43°) อุจจ์,ธาตุ(๔) ราหู (ลาภะ) มีน 24° 38’ (354.63°) ,ศัตรู(๔) 7 น. ๗ - มิตร(๘) ศัตรู(๖) สมพล(๔)
ทักษา บริวาร    ศรีจร กาลกิณี    เดชจร  มนตรี    อายุจร    อายุ    มูละจร อุตสาหะ บริวารจร    เดช อุตสาหะจร    ศรี  มนตรีจร    มูละ กาลกิณีจร
ดาวเสวยอายุ พระอังคารเสวยอายุ พระจันทร์แทรก จันทร์ 222 - 237 ปี อาทิตย์ 216 - 222 ปี   ศุกร์ 303 - 324 ปี อังคาร 237 - 245 ปี   ราหู 291 - 303 ปี    พุธ 245 - 262 ปี   เสาร์ 262 - 272 ปี พฤหัส 272 - 291 ปี
นวางค์    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ    ตนุ กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ  ปุตตะ 4 พ. 3 เนปจูน(พ) พฤษภ 16° 48’ (165.20°) 0 พลูโต มิถุน 7° 39’ (287.52°) เสาร์(พ) (กัมมะ) มิถุน 15° 27’ (248.38°) อนุเกษตร(๔) อังคาร (ตนุ มรณะ) มิถุน 29° 42’ (49.97°) ตนุลัคน์ 5 พฤหัส(พ) (ศุภะ วินาศ) กรกฏ 4° 57’ (250.55°) อุจจ์ อาทิตย์ (ปุตตะ) กรกฏ 6° 18’ (10.70°) มหาจักร * 9 ศุกร์(ม) (กดุมภะ ปัตนิ) กันย์ 24° 54’ (339.43°) นิจ 6 น. 7 จันทร์ (พันธุ) พิจิก 26° 51’ (106.32°) นิจ มฤตยู พิจิก 21° 9’ (65.68°) ลั ลัคนา พิจิก 5° 24’ (215.4°) พุธ (สหัชชะ อริ) มังกร 0° 45’ (350.08°) อนุเกษตร(๗) 8 1 ราหู (ลาภะ) กุมภ์ 11° 42’ (354.63°) เกษตร เกตุ กุมภ์ 7° 30’ (34.17°) 2
ตรียางค์    เมษ ๓  พฤษภ ๖   มิถุน ๔  กรกฏ ๒    สิงห์ ๑   กันย์ ๔    ตุลย์ ๖    พิจิก ๓    ธนู ๕   มังกร ๗    กุมภ์ ๘    มีน ๕  ปุตตะ    อริ   ปัตนิ มรณะ    ศุภะ   กัมมะ   ลาภะ  วินาศ    ตนุ กดุมภะ สหัชชะ   พันธุ พฤหัส(พ) (ศุภะ วินาศ) เมษ 1° 39’ (1.65°) ตนุลัคน์ ราชาโชค 3 พลูโต พฤษภ 22° 33’ (52.55°) เกตุ พฤษภ 12° 30’ (42.50°) พ. 2 1 มฤตยู มิถุน 17° 3’ (77.05°) 8 7 อาทิตย์ (ปุตตะ) สิงห์ 2° 6’ (122.10°) เกษตร * อังคาร (ตนุ มรณะ) กันย์ 29° 54’ (179.90°) มหาจักร,อนุเกษตร(๔) 4 0 9 ราหู (ลาภะ) พิจิก 13° 54’ (223.90°) อุจจ์ พุธ (สหัชชะ อริ) พิจิก 0° 15’ (210.25°) อนุเกษตร(๓) จันทร์ (พันธุ) พิจิก 18° 57’ (228.95°) นิจ เสาร์(พ) (กัมมะ) ธนู 25° 9’ (265.15°) ลั ลัคนา ธนู 11° 48’ (251.8°) เนปจูน(พ) มังกร 15° 36’ (285.60°) 6 5 ศุกร์(ม) (กดุมภะ ปัตนิ) มีน 28° 18’ (358.30°) อุจจ์ น.
ปัญหาที่ต้องระวังช่วงอายุ 244 ปี ระวังงานหรือธุรกิจเดิมจะไม่ได้ผลดี หรือมีเรื่องหรือความจำเป็นต้องขายของเก่า เช่น บ้าน รถ ที่ดิน แล้วมีปัญหาหรือไม่ได้ราคาที่ดี หรือมีการย้ายบ้าน ย้ายงาน (ทายจากมูละเดิมเป็นกาลกิณีจร)

ตารางดาวจร

(สำหรับวันจร วันที่ 17 พฤษภาคม 2569)
ดาว เจ้าเรือน* สถิตเรือน* สถิตราศี องศา มาตรฐาน*
๑. อาทิตย์ ปุตตะ
(บริวาร)
กดุมภะ [๖]
(   ศรีจร)
2:พฤษภ
(โจโร)
1° 48’ อ.ภิมุข คู่ศัตรู(๓) คู่สมพล(6)
นวางค์ [๗] จุลจักร
๒. จันทร์ พันธุ
(อายุ)
กดุมภะ [๖]
(   มูละจร)
2:พฤษภ
(โจโร)
4° 22’ อุจจ์ คู่มิตร(4)
นวางค์ [๘]
๓. อังคาร
()
ตนุ มรณะ
(เดช)
   ตนุ [๓]
(อุตสาหะจร)
1:เมษ
(ทลิทโท)
2° 38’ เกษตร คู่ศัตรู(๑)
นวางค์ [๓] เกษตร
๔. พุธ
()
สหัชชะ อริ
(ศรี)
กดุมภะ [๖]
( มนตรีจร)
2:พฤษภ
(ภูมิปาโล)
12° 36’ คู่มิตร(2) คู่ธาตุ(6)
นวางค์ [๓]
๕. พฤหัส ศุภะ วินาศ
(อุตสาหะ)
สหัชชะ [๔]
(บริวารจร)
3:มิถุน
(เพชฌฆาต)
27° 26’ อ.วิลาส ประ
นวางค์ [๔] อ.วิลาส,ประ
๖. ศุกร์ กดุมภะ ปัตนิ
(กาลกิณี)
กดุมภะ [๖]
(   เดชจร)
2:พฤษภ
(เทศาตรี)
29° 52’ เกษตร คู่มิตร(๓) คู่ธาตุ(4) คู่สมพล(1)
นวางค์ [๔] นิจ
๗. เสาร์ กัมมะ
(มูละ)
 วินาศ [๕]
(กาลกิณีจร)
12:มีน
(ราชา)
11° 21’ คู่มิตร(๘) คู่ศัตรู(๖) คู่สมพล(๔)
นวางค์ [๖] อุจจ์
๘. ราหู ลาภะ
(มนตรี)
  ลาภะ [๘]
(   อายุจร)
11:กุมภ์
(เทวี)
10° 0’ เกษตร
นวางค์ [๗] มหาจักร
๙. เกตุ
  กัมมะ [๗]
10:มังกร
(ภูมิปาโล)
20° 17’
นวางค์ [๒]
๐. มฤตยู
กดุมภะ [๖]
2:พฤษภ
(ภูมิปาโล)
14° 57’
นวางค์ [๖]
น. เนปจูน
 วินาศ [๕]
12:มีน
(ราชา)
9° 29’
นวางค์ [๔]
พ. พลูโต
()

  กัมมะ [๗]
10:มังกร
(ภูมิปาโล)
11° 15’
นวางค์ [๓]
* เจ้าเรือน (ทักษากำเนิด) | * สถิตเรือน [เจ้าเรือน] (ทักษาจร) | * มาตรฐาน นวางค์ [เจ้าเรือนนวางค์]

ทำนายมุมดาวจากตำรา

โศลกโหร(กลอนโหราศาสตร์)ที่กล่าวถึงคำทำนายของมุมดาวปัจจุบันจากตำราจักทีปนีจร (สำหรับวันจร วันที่ 17 พฤษภาคม 2569)
ดาวอังคารจร(3) มาทับตัวตน(ลัคนา) ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - 21 มิถุนายน 2569 (4/39 วัน)
"อังคารทับลัคน์
เกิดโรคร้ายนัก ปะทะถ้อยคำศัตรู
ได้ดังเศรษฐี ทรัพย์มีอักขู
เงินทองดื่นดู บัดเดี๋ยวก็กลายเป็นชิน"
ความหมาย ระวังโรคภัย มีเรื่องที่ต้องจัดการ หรือเกิดปัญหาหรือความขัดแย้ง มีเรื่องหนักใจ หรือเรื่องที่เงินทองไม่มีความหมาย
ดาวพฤหัสจร(5)(ภพสหัชชะ) เล็งกับดาวพฤหัสเดิม(๕)(ภพศุภะ) ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 - 30 พฤษภาคม 2569 (145/158 วัน)
"ครูทับพฤหัส ดุจอรรถคติมี
กุสราชธิบดี จรตามนุชนาง
ธ ก็เสด็จดุจคิด ธ ประสิทธิ์อุตมางค์
ผิวท้าวจรร้าง ก็จะได้ธนะสาร "
ความหมาย เป็นช่วงเวลาที่ต้องศึกษา ใช้ความรู้ ใช้ปัญญา เพื่อให้พบกับความสำเร็จ มีโอกาสพบเจอความรัก หรือได้รับอิทธิพลจากคนรัก/เพศตรงข้ามที่มีบทบาทสำคัญในชีวิต สิ่งที่ตั้งใจทำหรือวางแผนไว้มีโอกาสสำเร็จ เกิดการเดินทาง หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะนำพาชีวิตให้ดำเนินต่อไป
ดาวพฤหัสจร(5)(ภพสหัชชะ) เล็งกับดาวเสาร์เดิม(๗)(ภพศุภะ) ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 - 30 พฤษภาคม 2569 (145/158 วัน)
"พฤหัสบดีเนา ปะทะเสารวิถาร
ลุสวัสดิ์วุฒิการ กรแล้วทุกข์ทวี
จะนิราศอนุชา จะนิราศภิรีย์
สุรโทษจะมี ผิวท้าวจะกระทำ"
ความหมาย อาจเกิดโชคและความสำเร็จ แต่ทุกข์ก็เพิ่มขึ้น อาจต้องพลัดพรากจากครอบครัว และหากผู้มีอำนาจตัดสินใจผิด อาจนำมาซึ่งโทษหรือผลเสีย
ดาวเสาร์จร(7)(ภพวินาศ) กุมกับดาวพุธเดิม(๔)(ภพวินาศ) ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 - 11 เมษายน 2571 (93/788 วัน)
"เสาร์ทับพระเคราะห์พุธ ดุจนั้นโฉลกเห็น
โชคลาภจะพูนเพ็ญ และศัตรูจะอัปรา"
ความหมาย มีโชคลาภเพิ่มพูนขึ้น ขณะเดียวกัน ศัตรูจะอ่อนแอลง และพ่ายแพ้ไปในที่สุด
ดาวเสาร์จร(7)(ภพวินาศ) กุมกับดาวศุกร์เดิม(๖)(ภพวินาศ) ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 - 11 เมษายน 2571 (93/788 วัน)
"เสาร์ถูกพระเคราะห์ศุกร์ ปะทะทุกข์พยาธิ์เยือน
โรคร้างและหลายเดือน ก็จะกลับจะกลายเป็น
โจรร้ายเขม้นมอง อริปองจะทำเข็ญ
อายุมิยืนเย็น มฤตภัยระเร่งเกรง"
ความหมาย เกิดความทุกข์และโรคภัย โรคหรือปัญหาจะเรื้อรังอยู่นาน โรคเก่าจะกำเริบ ศัตรูหรือผู้ไม่หวังดีจะปองร้าย ระวังปัญหาที่เกิดขึ้นจะร้ายแรง
ดาวเสาร์จร(7)(ภพวินาศ) กุมกับดาวราหูเดิม(๘)(ภพวินาศ) ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 - 11 เมษายน 2571 (93/788 วัน)
"เสาร์จร ณ ราศี อสุรินทรราหู
จักชำนะศัตรู ประสิทธิโชคชัยยา
ตำนานอนึ่งหญิง จรสุ่มประสงค์ปลา
พบแท่งธนสาร์ ตรุรัตนขุมทอง"
ความหมาย จะสามารถเอาชนะศัตรูได้ และนำมาซึ่งโชคลาภและชัยชนะ หรือมีโชคลาภแบบที่ได้มาโดยไม่คาดคิด
ดาวอาทิตย์จร(1)(ภพกดุมภะ) กุมกับดาวอังคารเดิม(๓)(ภพกดุมภะ) ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 - 14 มิถุนายน 2569 (2/30 วัน)
"อาทิตย์สถิตย์ทับอังคาร ต้องในตำนาน
ทำเนียบธรรมเนียมสามา
ปราสาทประเสริฐสุดปรา- กฏด้วยมาคัณฑิยา
แลแกล้งเอาเพลิงเผาผลาญ
สามามอดม้วยถึงกาล เวลาบุราณ
มาจวบผจญแก่กัน
ให้เกรงดำแดงผิวพรรณ สองเบ้าตามัน
ละเหลือกละล่อก่อการ"
ความหมาย อาจเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องเก่าๆ มีเรื่องความขัดแย้งและการเกิดปัญหา ควรระวังคนผิวดำแดง ตาล่อกแล่ก เพราะอาจนำปัญหามา
ดาวอังคารจร(3)()(ภพตนุ) กุมกับดาวอาทิตย์เดิม(๑)(ภพตนุ) ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 - 21 มิถุนายน 2569 (4/39 วัน)
"อังคารคาดอาทิตย์
เกิดไฟภัยพิษ แผกด้วยศัตรูหมู่ทมิฬ
จะต้องเขี้ยวงา เนื้อหนังพังภินท์
พ้องพิษมหิทธิหิน นิทานฤๅษีเสียพรต"
ความหมาย อาจเกิดอันตราย ทั้งจากศัตรูหรือภัยจากไฟ พิษ หรืออาการแพ้ต่างๆ

เกี่ยวกับดวงเมืองไทย

ดวงเมืองของไทยในปัจจุบันนั้นให้ถือเอาวันตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครเป็นดวงกำเนิด ซึ่งการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีความเป็นมาดังนี้

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร: สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวง พิธีกรรมตามคติพราหมณ์กำหนดให้การสร้างเมืองใหม่ต้องเริ่มด้วยการตั้งเสาหลักเมือง ณ จุดที่เป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของท้องสนามหลวง ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ภายในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร บริเวณนี้ถือเป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณและความมั่นคงของเมือง

เสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ภาพศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
(ภาพจากเว็บไซต์ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร https://bangkokcitypillarshrine.com/)
จุดเด่นของศาลหลักเมือง

หัวใจสำคัญของศาลแห่งนี้คือ เสาหลักเมือง ซึ่งมีพิธีตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ในช่วงแรก เสาหลักเมืองตั้งอยู่ภายในศาลาแบบเปิดโล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โครงสร้างเริ่มเสื่อมสภาพอย่างมาก ในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2395 พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่ขึ้น ทำให้ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีเสาหลักเมือง สองต้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

อาคารศาลหลักเมืองปัจจุบันถูกออกแบบให้เป็นอาคารปูน ทรงยอดปรางค์ มีมุขยื่นออกทั้งสี่ทิศ ด้านละสองชั้น พร้อมมุขลดอีกชั้นหนึ่ง โครงสร้างมีชายคายื่นออกโดยรอบ มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ตามแบบสถาปัตยกรรมไทยโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากยุคกรุงศรีอยุธยา การออกแบบนี้เป็นผลงานของ พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ซึ่งต่อมาได้รับเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติในสาขาสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกแบบศาลหลักเมืองนี้ด้วย การบูรณะศาลแห่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2425 - 2529 เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้คงอยู่สืบไป ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนมากราบไหว้ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว สะท้อนถึงความศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ประวัติการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกอบพิธียกเสาหลักเมืองขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 06:54 น. พิธีนี้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมที่เรียกว่า "พระราชพิธีนครฐาน" โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์เป็นแกนหลัก ประกอบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ เสาหลักเมืองมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ฐาน 29 เซนติเมตร ความสูงรวม 187 นิ้ว โดยกำหนดให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 108 นิ้ว และฝังลึกลงไป 79 นิ้ว ยอดของเสาแกะสลักเป็นรูปบัวตูม ลงรักปิดทอง และภายในถูกออกแบบให้มีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมขึ้นมา และจัดสร้างเสาใหม่ทดแทน เนื่องจากของเดิมเสื่อมสภาพ เสาหลักเมืองใหม่ทำจากไม้สักเป็นแกน ประกอบภายนอกด้วยแผ่นไม้ชัยพฤกษ์จำนวน 6 แผ่น มีความสูง 108 นิ้ว ฐานกว้าง 70 นิ้ว ภายในบรรจุดวงเมือง ยอดเสาทำเป็นทรงมัณฑ์ สูงกว่า 5 เมตร และได้อัญเชิญเสาหลักเมืองทั้งเก่าและใหม่ไปประดิษฐานในศาลหลักเมืองที่ได้รับการก่อสร้างใหม่ อาคารศาลเป็นทรงยอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้รับแรงบันดาลใจจากศาลหลักเมืองเดิมของกรุงศรีอยุธยา การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2395 ต่อมา ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2523 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2525 การบูรณะครั้งนี้ทำให้ศาลหลักเมืองมีความงดงามและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริเวณด้านทิศเหนือของศาล ยังได้สร้างซุ้มเพื่อประดิษฐาน เทพารักษ์ทั้ง 5 ได้แก่ เจ้าพ่อหอกลอง, เจ้าพ่อเจตคุปต์, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ประชาชนที่ต้องการสักการะสามารถบูชาเทพารักษ์เหล่านี้ได้ และยังมีการจัดแสดง ละครรำ ละครชาตรี สำหรับผู้มีศรัทธาที่ต้องการถวายการบูชาต่อศาลหลักเมือง

เสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
รูปเสาหลักเมืองทั้ง 2 สองต้น โดยเสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๑ มียอดเสาเป็นรูปบัวตูม ส่วนเสาหลักเมือง รัชกาลที่ ๔ ยอดเสาเป็นยอดเม็ดทรงมัณฑ์
(ภาพจากเว็บไซต์ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร https://bangkokcitypillarshrine.com/)

เกร็ดดวงเมืองไทย

ตำนานพิธียกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

เสาหลักเมืองกับ งูสี่ตัว

ในพิธียกเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร มีเรื่องราวเล่าขานกันว่า เมื่อถึงเวลาสำคัญก่อนประกอบพิธี พระโหราจารย์ได้กล่าวโศลกบูชาฤกษ์ ขณะที่พระมหาราชครูอ่านพระราชโองการตั้งพระมหานคร ขุนโหรเริ่มพิธีอุทิศเทพสังหรณ์ และนำดินจากทั้งสี่ทิศของพระนครมากลิ้งให้เป็นก้อนกลมคล้ายลูกนิมิต แล้ววางลงที่ก้นหลุมทีละทิศ เริ่มจากทิศบูรพา ทักษิณ ปัจฉิม และอุดร จากนั้นจึงวางแผ่นศิลาลงยันต์รองรับหลักเสา บริเวณภายในหลุมถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ปูด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ ประดับใบไม้มงคลเก้าชนิด และโปรยแก้วนพรัตน์โดยรอบเพื่อความศักดิ์สิทธิ์

เมื่อถึงช่วงเวลามงคล โหราจารย์ย่ำฆ้องส่งสัญญาณ พราหมณ์เป่าสังข์ และบัณเฑาะว์ดังขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ดุริยางค์แตรสังข์และพิณพาทย์บรรเลง เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่ประกาศพระราชพิธีอัญเชิญเสาหลักเมืองลงก้นหลุม บนแผ่นศิลายันต์

ขณะที่เสาหลักเมืองกำลังเคลื่อนลงไปในหลุม สิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด มีงูเล็กสี่ตัวปรากฏอยู่ที่ก้นหลุมโดยไม่ทราบว่ามันเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด เมื่อเสาหลักเมืองเคลื่อนลงไป จึงไม่มีโอกาสหยุดพิธีได้ เพราะต้องปฏิบัติตามฤกษ์ที่กำหนด จึงต้องปล่อยให้เสาหลักเมืองปกคลุมงูทั้งสี่ตัวไป

เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงเรียกประชุมขุนนาง ราชบัณฑิต ปุโรหิต โหราจารย์ และพระราชาคณะ เพื่อพิจารณาว่ามีความหมายอย่างไร ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า เป็นสัญญาณไม่ดีหรืออวมงคล แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบจะเป็นเช่นไร เพียงแต่เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับเคราะห์กรรมของบ้านเมือง

เรื่องเล่าหนึ่งยังกล่าวถึงคำทำนายที่ว่า ราชวงศ์จักรีจะดำรงอยู่เพียง 150 ปี อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่างูทั้งสี่ตัวนี้เกี่ยวข้องกับตัวเลขดังกล่าวอย่างไร แต่ความเชื่อนี้ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากวิตกกังวล โดยเฉพาะผู้ที่ศรัทธาในไสยศาสตร์และโหราศาสตร์


เสาหลักเมืองต้นที่ 2

เจ็ดสิบปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2395 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นอีกต้นหนึ่ง วางเคียงกับเสาเดิม โดยประกอบพิธีขึ้นในวันพุธ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงศาลหลักเมืองใหม่ จากเดิมที่สร้างด้วยไม้ ให้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนฉาบสีขาว มุงหลังคากระเบื้อง และทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นสิริมงคลต่อเมือง แต่โครงการดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2470 เมื่อกรุงเทพฯ กำลังจะมีอายุครบ 150 ปี ในปี พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอนุสรณ์สถานในโอกาสเฉลิมฉลอง พระองค์ทรงให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พร้อมกับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์สะพานนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับพิธีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปีพอดี


อ้างอิง (Referent)
ประวัติศาลหลักเมือง
- ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร - https://bangkokcitypillarshrine.com/
- ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร - wikipedia.org
- สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง
- 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 : รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีวางเสาหลักเมือง - นิตยสารศิลปวัตนธรรม
ปฏิทินโหราศาสตร์ไทยสุริยยาตร์
- พระคัมภีร์สุริยยาตร์ศิวาคม - พ.อ.(พิเศษ)เอื้อน มณเฑียรทอง
- ตำราพระสุริยยาตร์และมานัตต์ - หลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร)